ฝรั่งเศสให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยในประเทศไทย

ประเทศที่เข้าร่วมโครงการได้รับเงินช่วยเหลือจากประเทศฝรั่งเศสมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยผ่านทางหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนโลกเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ วัณโรคและมาลาเรีย (Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and Malaria), โครงการอำนวยความสะดวกจัดซื้อยาระหว่างประเทศ (UNITAID) รวมถึง GAVI (Global Alliance for Vaccination and Immunization)

ฝรั่งเศสเป็นผู้ก่อตั้งกองทุนโลกเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ วัณโรคและมาลาเรียโดยร่วมมือกับประเทศในกลุ่มจี 8 และยังให้การสนับสนุนองค์กรดังกล่าวเสมอมา สิ่งดังกล่าวมีผลอย่างต่อเนื่องกับการต่อสู้กับการติดเชื้อเอชไอวีและโรคภัยอย่างเอดส์ วัณโรคและมาลาเรีย

การสนับสนุนทางด้านการเงินของประเทศฝรั่งเศสที่ให้แก่กองทุนดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 13.6 ของจำนวนเงินทั้งหมดที่หน่วยงานดังกล่าวได้รับ เป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกและเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศยุโรป (คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่พ.ศ.2545) เงินจากประเทศฝรั่งเศสช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ 600, 000 คนให้ได้รับการรักษา ผู้ป่วยเป็นวัณโรค 1.4 ล้านคน และกว่า 42 ล้านคนได้รับมุ้งเพื่อใช้ป้องกันโรคมาลาเรีย

พ.ศ.2557 ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้ตัดสินใจให้การสนับสนุนกองทุนโลกเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ วัณโรคและมาลาเรียต่อเนื่อง และจะมอบเงินช่วยเหลือเป็นระยะเวลา 3 ปีถึงปีละ 360 ล้านยูโร หน่วยงานดังกล่าวได้นำระบบการสนับสนุนทางด้านการเงินใหม่หรือ “New Financing Model” มาใช้ ซึ่งคำนึงถึงจำนวนของผู้ป่วย ผลกระทบของโรคต่างๆ ต่อประชากร นอกจากนี้ ยังกำหนดจำนวนเงินการช่วยเหลือของประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายได้และโครงสร้างทางสาธารณสุขของแต่ละประเทศ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ประเทศไทยเพิ่งได้รับเงินสนับสนุนเป็นจำนวน 109 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

- โรคเอดส์/การติดเชื้อเอชไอวี 59.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- วัณโรค 22.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- โรคมาลาเรีย 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เงินสนับสนุนที่ประเทศไทยได้รับจากประเทศฝรั่งเศสในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 14.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง UNITAID และผู้สนับสนุนกลไกการช่วยเหลือด้านการเงินแบบใหม่ ฝรั่งเศสพยายามอย่างจริงจังเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ มีราคาลดลง พัฒนาคุณภาพและการผลิตเพื่อให้มั่นใจว่ามีจำนวนพอเพียงกับความต้องการของผู้ป่วย และเร่งให้มีการพัฒนาการรักษาโรคทั้งสามด้วยวิธีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประเทศฝรั่งเศสยังให้เงินสนับสนุนเป็นจำนวน 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ร้อยละ 60.8 ของเงินทั้งหมดที่มีจำนวนทั้งสิ้น 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ UNITAID มากที่สุดในโลก เงินดังกล่าวมาจากรายได้ภาษีบัตรโดยสารเครื่องบิน การสนับสนุนของฝรั่งเศสยังเปิดโอกาสให้มีการพัฒนายาสำหรับเด็กซึ่งติดเชื้อเอชไอวี (เด็กไม่ถึง 1 หมื่นคนได้มีโอกาสใช้ยาดังกล่าวเมื่อปี 2549 ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 560,000 คน) ช่วยลดราคายาทางเลือกที่สอง (second-line drug) ที่ใช้สำหรับต้านเชื้อเอชไอวี และค่ารักษาวัณโรคที่ดื้อยาหลายขนานลงอย่างมาก รวมถึงสนับสนุนการใช้ยารักษาโรคมาลาเรียที่ได้ผลดีที่สุด

ช่วงปี 2550-2555 ประเทศไทยได้รับเงินจาก UNITAID เป็นจำนวนถึง 136,777 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในการรักษาวัณโรคในเด็กเป็นหลัก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุพาคีของกองทุนโลกเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ วัณโรคและมาลาเรียเป็นจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านทางโครงการภูมิภาค RAI ซึ่งค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการดื้อยารักษาโรคมาลาเรียที่มีสารอาติมิซินิน (Artemisinin) เป็นส่วนประกอบ ครอบคลุมหลายประเทศอย่างพม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งมีการอพยพหรือการข้ามพรมแดนของประชากรในภูมิภาค

« 5% French Initiative » เป็นโครงการที่ช่วยให้การดำเนินงานของกองทุนโลกเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ วัณโรคและมาลาเรียมีประสิทธิภาพมากขึ้น สนับสนุนด้านการเงินโครงการผู้เชี่ยวชาญโดยให้ความช่วยเหลือคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 95,283 ยูโร และโครงการการวิจัยระดับภูมิภาค 2 โครงการ 1. โครงการด้านการรักษาโรคมาลาเรียร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล (611,000 ยูโร) และ 2. โครงการวิจัยเรื่องความทนทานของพาหะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (850,000 ยูโร) ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนพหุพาคี ประเทศฝรั่งเศสมีส่วนร่วมในการวิจัยเกี่ยวกับโรคมาลาเรียและโรคเอดส์ของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีสำนักงานในประเทศไทยอย่าง IRD (Research Institute for Development - Programs for HIV Prevention and Treatment (PHPT), viral coinfections and entomology) และ CIRAD (Center for International Cooperation in Agricultural Research for Development)

ในส่วนของการสนับสนุนด้านการเงินในภูมิภาค ประเทศฝรั่งเศสได้ให้ความช่วยเหลือด้านการอบรมซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้อบรมผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค (การฝึกอบรมในประเทศมาเลเซียปี 2556 ในประเทศอินโดนีเซียปี 2557 เกี่ยวกับโรคที่มีการแพร่เชื้อด้วยพาหะ)

ใส่ข้อมูลเมื่อ 19/05/2014

ด้านบนของหน้า